- เลือก Apostille หรือ Embassy Legalization ดี?
- ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย: (1) ประเทศต้นทาง — เอกสารต้องออกในประเทศสมาชิก Hague (2) ประเทศปลายทาง — ต้องเป็นสมาชิก Hague เช่นกัน · ถ้า 'ทั้งสองฝั่งเป็นสมาชิก' → Apostille (เร็วกว่า ถูกกว่า) · ถ้าฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่ใช่ → Embassy Legalization (MFA + สถานทูต)
- เอกสารไทยใช้ Apostille ได้แล้วหรือยัง ?
- ยังไม่ได้ — ไทยลงนามภาคยานุวัติแล้ว แต่อนุสัญญามีผลบังคับใช้ 28 ก.พ. 2570 · ก่อนวันมีผล เอกสารไทยส่งต่างประเทศต้องใช้ Embassy Legalization (Notary → MFA → สถานทูตปลายทาง)
- เอกสารต่างประเทศจะใช้ในไทย ใช้ Apostille ได้ไหม?
- ได้ — ถ้าออกในประเทศสมาชิก Hague (สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เยอรมัน ฯลฯ) ขอ Apostille ในประเทศต้นทาง แล้วแปลเป็นภาษาไทย ใช้ในไทยได้ทันที ไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยในประเทศนั้น
- ประหยัดเวลาและเงินได้แค่ไหน?
- Apostille ลดขั้นตอนจาก 3 ชั้น (Notary→MFA→Embassy) เหลือ 2 ชั้น (Notary→Apostille) — ระยะเวลาลดจาก 14–21 วัน เหลือ 5–7 วัน · ค่าใช้จ่ายลดลง 50–70% (ไม่มีค่าธรรมเนียมสถานทูต สอบถามค่าบริการทางโทร/LINE/อีเมล)
- ประเทศไหนที่ยังต้อง Embassy Legalization?
- ประเทศที่ยังไม่เป็นภาคี Hague Apostille เช่น UAE, ซาอุดีอาระเบีย, อียิปต์, มาเลเซีย, สิงคโปร์ (เพิ่งเข้า 2021), เวียดนาม, อินโดนีเซีย, จีน (เข้าปี 2023) — เอกสารที่จะใช้ในประเทศเหล่านี้ยังต้องผ่านสถานทูต
- เอกสารบริษัทใช้ทั้ง 2 แบบได้ไหม?
- ได้ ทั้ง DBD, บอจ.5, Board Resolution, AOA สามารถ apostille ได้หลังไทยมีผล 28 ก.พ. 2570 · สำหรับประเทศนอกสมาชิก ยังต้อง Embassy Legalization ตามปกติ